|
|
|
|
|
|
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เตือนพ่อแม่อย่าทาอายแชโดว์ขู่ลูก หวังเลิกเล่นโทรศัพท์ ชี้กระทบจิตใจเด็กจนโต ทำให้กลายเป็นคนหวาดระแวงและหวาดกลัว ความกลัวถ้าเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางใจและอาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าได้ จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภาพเด็กหญิงคนหนึ่งที่ถูกทาอายแชโดว์สีดำรอบตา จากเฟซบุ๊กของคุณแม่ พร้อมระบุว่า "ลองแล้วได้ผล ลูกเล่นโทรศัพท์ แอบทาอายแชร์โดว์สีดำตอนหลับ ตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองร้องไห้ จึงบอกว่า เพราะเล่นมาก ตาถึงเป็นแบบนี้ ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว #แอบสงสารและอดขำไม่ได้" วานนี้ (14 ก.ค.2562) พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เตือนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก เลี้ยงลูกนอกบ้าน โดยระบุว่า มีการแชร์ข่าววิธีการแก้การติดมือถือของเด็กๆ ด้วยการแนะนำให้เอาอายแชโดว์ทารอบตาตอนเด็กหลับให้ดูน่ากลัว พอเด็กๆ ตื่นมาแล้วตกใจ ก็ให้บอกไปว่าเป็นจากการเล่นมือถือที่มากเกิน วิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พ่อแม่ ทำไมเด็กติดมือถือ ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ในวัยที่ยังไม่ควร “เราอาจจะได้เด็กที่ไม่กล้าเล่นมือถือในระยะสั้นๆ แต่เราอาจจะได้เด็กขี้กลัว งอแงง่าย ไปจนถึงกับ phobia และที่เลวร้าย อาจกลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อถือผู้ใหญ่ของตัวเอง อย่าทำเลย ปรับที่ตัวเองช่วยลูกเรื่องการฝึกวินัยอาจไม่ง่ายแต่ยั่งยืนกว่าเยอะ” “ตรงนี้อยากจะทำความเข้าใจ เพราะหมอคิดว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก แต่อาจจะไม่เข้าใจและไม่ทราบว่าการหลอกหรือการขู่มีผลเสียอย่างไรบ้าง” ยิ่งเมื่อความกลัวเกิดขึ้นกับ “เด็กเล็กๆ” ที่การพัฒนาทางความคิดยังไม่ดีเหมือนเด็กโต การแปลความหมายของสิ่งที่รับรู้ยังไม่ถูกต้องตามความจริง ความกลัวก็ยิ่งบั่นทอนความรู้สึก และส่งผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวหากความกลัวนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตามทฤษฎีของ Piaget พูดถึงเด็กในวัย 2-7 ปีว่าเป็นช่วง Preoperational stage ซึ่งเด็กจะมีลักษณะความคิดที่มีจินตนาการ (fantasy) มาก ซึ่งความมีจินตนาการของเด็ก เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ แต่บางครั้งการที่ยังแยกแยะเรื่องจริงกับจินตนาการไม่ได้เด็กเล็กๆ จึงมักมีความกลัวบางอย่างที่ผู้ใหญ่รู้สึกว่าไม่มีเหตุผล ความกลัวของเด็กนั้น แม้จะดูไร้สาระในสายตาของผู้ใหญ่แต่มันก็มีความหมายและควรให้ความสำคัญ เช่น เด็กบางคนกลัวว่าเวลานั่งโถส้วมจะถูกดูดลงไปในโถ เด็กบางคนคิดว่าใบกล้วยนอกหน้าต่างตอนกลางคืนเป็นมังกรยักษ์ในนิทาน ฯลฯ เวลาที่ผู้ใหญ่หลอกอะไรเด็กเล็ก หรือขู่ให้กลัว เด็กก็มักจะปักใจเชื่อจริงๆ เช่น มีแม่คนหนึ่งขู่เด็กว่าถ้าเป็นเด็กดื้อ เดี๋ยวแม่จะออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่นั้นเด็กก็ไม่ยอมไปโรงเรียน เพราะกลัวว่าแม่จะหนีจากเขาไป ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพของตัวเองกับคนที่เขารัก เช่น พ่อแม่ เด็กจะกลัวมากขึ้นเป็นหลายเท่า บางครั้งความกลัวก็ทำให้เด็กฝันร้าย นอนไม่หลับ "ความกลัว" ที่โตตามตัว ผู้ใหญ่บางคนคิดว่าการแกล้งเด็กเป็นเรื่องสนุกขำขัน แล้วก็ให้เหตุผลว่า “ก็เขายังเด็ก ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก” ผู้ใหญ่หลายคนรักและเอ็นดูเด็ก แต่ผู้ใหญ่น้อยคนที่มีความละเอียดอ่อนกับความคิดความรู้สึกของเด็ก “บางคนอาจจะบอกว่า ตอนที่เป็นเด็กไม่เห็นคิดอะไรมากมายอย่างที่หมอพูด ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะเด็กแต่ละคนต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าตอนคุณยังเป็นเด็ก ไม่กลัวอะไรแบบนี้ เด็กคนอื่นก็ต้องไม่กลัวเหมือนคุณ” “หยุดแกล้งให้เด็กกลัว จนทำให้กลายเป็นความทรงจำที่ฝังใจเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่เด็กรักและเชื่อใจ” ขอบคุณภาพและข่าว : https://news.thaipbs.or.th/content/281717 |