เตือน ทาอายแชโดว์ขู่ลูกเลิกเล่นมือถือ กระทบจิตใจจนโต

ประกาศเมื่อ    18 กรกฎาคม 2562 เวลา 10:03:26    ยอดเข้าชม    355  บทความโดย ก.เทคโนโลยีสารสนเทศ

 จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เตือนพ่อแม่อย่าทาอายแชโดว์ขู่ลูก หวังเลิกเล่นโทรศัพท์ ชี้กระทบจิตใจเด็กจนโต ทำให้กลายเป็นคนหวาดระแวงและหวาดกลัว ความกลัวถ้าเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางใจและอาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าได้

จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภาพเด็กหญิงคนหนึ่งที่ถูกทาอายแชโดว์สีดำรอบตา จากเฟซบุ๊กของคุณแม่ พร้อมระบุว่า "ลองแล้วได้ผล ลูกเล่นโทรศัพท์ แอบทาอายแชร์โดว์สีดำตอนหลับ ตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองร้องไห้ จึงบอกว่า เพราะเล่นมาก ตาถึงเป็นแบบนี้ ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว #แอบสงสารและอดขำไม่ได้"

วานนี้ (14 ก.ค.2562) พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เตือนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก เลี้ยงลูกนอกบ้าน โดยระบุว่า มีการแชร์ข่าววิธีการแก้การติดมือถือของเด็กๆ ด้วยการแนะนำให้เอาอายแชโดว์ทารอบตาตอนเด็กหลับให้ดูน่ากลัว พอเด็กๆ ตื่นมาแล้วตกใจ ก็ให้บอกไปว่าเป็นจากการเล่นมือถือที่มากเกิน

วิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พ่อแม่ ทำไมเด็กติดมือถือ

ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ในวัยที่ยังไม่ควร
ผู้ใหญ่ปล่อยให้เล่นไปแบบไม่เคยมีกฏ กติกา
ไม่มีผู้ใหญ่พาไปทำอะไรที่สนุกกว่า
ผู้ใหญ่กลัวเสียงร้องไห้ ไม่อยากขัดใจ กลัวลูกหลานไม่รัก
ผู้ใหญ่เอามาฝึกนิสัย ให้กินข้าว ให้อาบน้ำ ให้นั่งนิ่งๆ
ผู้ใหญ่รู้สึกสบาย เพราะจะได้หันไปที่หน้าจอเหมือนๆ กัน
ติดหน้าจอ ปัญหาเด็กหรือผู้ใหญ่?
สำหรับปัญหาการติดหน้าจอของเด็กๆ นั้น เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ การโกหก หลอก ขู่ ทำให้เด็กๆ หวาดกลัว เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะสุดท้ายพอลืมไปหรือหายกลัว เด็กก็กลับไปติดหน้าจอใหม่ เพราะปัญหาที่ผู้ใหญ่ ไม่เคยได้รับการแก้ไขหรือถูกมองเห็น ซึ่งการใช้วิธีที่กล่าวมา เด็กหลายคนกลายเป็นเด็กหวาดระแวง หวาดกลัว ถดถอย งอแงง่าย จากความกลัวในสิ่งที่เผชิญ ที่สำคัญ คือ เสียโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับกติกา ฝึกวินัย และฝึกการ “ควบคุมตัวเอง” ด้วยความเข้าใจในเหตุผล

“เราอาจจะได้เด็กที่ไม่กล้าเล่นมือถือในระยะสั้นๆ แต่เราอาจจะได้เด็กขี้กลัว งอแงง่าย ไปจนถึงกับ phobia และที่เลวร้าย อาจกลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อถือผู้ใหญ่ของตัวเอง อย่าทำเลย ปรับที่ตัวเองช่วยลูกเรื่องการฝึกวินัยอาจไม่ง่ายแต่ยั่งยืนกว่าเยอะ”
"เด็กเล็ก"
กับจินตนาการและความกลัว
สอดคล้องกับ พญ.เบญจพร ตันตสูติ หรือหมอมิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "เข็นเด็กขึ้นภูเขา" เกี่ยวกับกรณีการขู่หรือหลอกเด็ก โดยระบุว่า เพราะเหตุใดผู้ใหญ่จึงไม่ควรใช้การหลอกหรือขู่ให้กลัวในการสอนเด็ก วันนี้มีข่าวที่ทำให้หมอคิดว่าอยากจะเขียนบทความนี้ เพราะหลายๆ คนคิดว่าการหลอกหรือการขู่ อาจจะเป็นวิธีที่ทำได้

“ตรงนี้อยากจะทำความเข้าใจ เพราะหมอคิดว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก แต่อาจจะไม่เข้าใจและไม่ทราบว่าการหลอกหรือการขู่มีผลเสียอย่างไรบ้าง”
บ่อยครั้งที่พบเห็นว่าความกลัวของเด็กกลายเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ใช้แกล้งหยอกเย้าเด็กด้วยความสนุกสนาน หรือคิดว่าควรจะขู่ให้กลัวเด็กจึงจะเชื่อแต่จริงๆ แล้ว ความกลัวมีความหมายเสมอ ไม่มีใครชอบความรู้สึกกลัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

ยิ่งเมื่อความกลัวเกิดขึ้นกับ “เด็กเล็กๆ” ที่การพัฒนาทางความคิดยังไม่ดีเหมือนเด็กโต การแปลความหมายของสิ่งที่รับรู้ยังไม่ถูกต้องตามความจริง ความกลัวก็ยิ่งบั่นทอนความรู้สึก และส่งผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวหากความกลัวนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ตามทฤษฎีของ Piaget พูดถึงเด็กในวัย 2-7 ปีว่าเป็นช่วง Preoperational stage ซึ่งเด็กจะมีลักษณะความคิดที่มีจินตนาการ (fantasy) มาก ซึ่งความมีจินตนาการของเด็ก เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ แต่บางครั้งการที่ยังแยกแยะเรื่องจริงกับจินตนาการไม่ได้เด็กเล็กๆ จึงมักมีความกลัวบางอย่างที่ผู้ใหญ่รู้สึกว่าไม่มีเหตุผล

ความกลัวของเด็กนั้น แม้จะดูไร้สาระในสายตาของผู้ใหญ่แต่มันก็มีความหมายและควรให้ความสำคัญ เช่น เด็กบางคนกลัวว่าเวลานั่งโถส้วมจะถูกดูดลงไปในโถ เด็กบางคนคิดว่าใบกล้วยนอกหน้าต่างตอนกลางคืนเป็นมังกรยักษ์ในนิทาน ฯลฯ

เวลาที่ผู้ใหญ่หลอกอะไรเด็กเล็ก หรือขู่ให้กลัว เด็กก็มักจะปักใจเชื่อจริงๆ เช่น มีแม่คนหนึ่งขู่เด็กว่าถ้าเป็นเด็กดื้อ เดี๋ยวแม่จะออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่นั้นเด็กก็ไม่ยอมไปโรงเรียน เพราะกลัวว่าแม่จะหนีจากเขาไป

ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพของตัวเองกับคนที่เขารัก เช่น พ่อแม่ เด็กจะกลัวมากขึ้นเป็นหลายเท่า บางครั้งความกลัวก็ทำให้เด็กฝันร้าย นอนไม่หลับ

"ความกลัว" ที่โตตามตัว
แม้จะไม่มีเหตุผลนัก แต่ความกลัวของเด็กก็มีอยู่จริง และมันอาจจะส่งผลกระทบกับเด็กบางคนจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เช่น ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เป็นโรคกลัวที่แคบ เมื่อย้อนประวัติไปในวัยเด็กก็พบว่า ตอนเล็กๆ ถูกพ่อแม่ขังไว้ในห้องเก็บของมืดๆแคบๆอยู่หลายชั่วโมง

ผู้ใหญ่บางคนคิดว่าการแกล้งเด็กเป็นเรื่องสนุกขำขัน แล้วก็ให้เหตุผลว่า “ก็เขายังเด็ก ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก” ผู้ใหญ่หลายคนรักและเอ็นดูเด็ก แต่ผู้ใหญ่น้อยคนที่มีความละเอียดอ่อนกับความคิดความรู้สึกของเด็ก

“บางคนอาจจะบอกว่า ตอนที่เป็นเด็กไม่เห็นคิดอะไรมากมายอย่างที่หมอพูด ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะเด็กแต่ละคนต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าตอนคุณยังเป็นเด็ก ไม่กลัวอะไรแบบนี้ เด็กคนอื่นก็ต้องไม่กลัวเหมือนคุณ”
ความกลัวถ้าเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางใจ มีผลกระทบกับความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวเอง การมองโลกในแง่ร้าย ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ซึ่งหมอเชื่อว่า ไม่มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็กคนไหนตั้งใจอยากให้เด็กเป็นแบบนั้น

“หยุดแกล้งให้เด็กกลัว จนทำให้กลายเป็นความทรงจำที่ฝังใจเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่เด็กรักและเชื่อใจ”
ทั้งนี้ หากต้องการให้เป็นเด็กดีให้เชื่อฟัง อย่าใช้วิธีข่มขู่หรือหลอกลวง ควรบอกตรงๆ ว่าผู้ใหญ่อยากให้ทำอะไร ตรงนั้นจะดีกว่า และจะทำให้สัมพันธภาพในระยะยาวดีด้วย

ขอบคุณภาพและข่าว : https://news.thaipbs.or.th/content/281717